Teaching Listening Skill
Listening Skill
Listening is
one of the most challenging skills for our students to develop and yet also one
of the most important. By developing their ability to listen well we develop
our students' ability to become more independent learners, as by hearing accurately they are much more
likely to be able to reproduce accurately, refine their understanding of
grammar and develop their own vocabulary.
In this
article I intend to outline a framework that can be used to design a listening
lesson that will develop your students' listening skills and look at some of
the issues involved.
-
The basic framework
-
Pre-listening
-
While listening
-
Post-listening
The basic framework
The basic
framework on which you can construct a listening lesson can be divided into
three main stages.
-
Pre-listening, during which we help our students prepare to listen.
- While listening, during which we help
to focus their attention on the listening text and guide the development of
their understanding of it.
- Post-listening, during which we help
our students integrate what they have learnt from the text into their existing
knowledge.
Pre-listening
There are
certain goals that should be achieved before students attempt to listen to any
text. These are motivation, contextualisation, and preparation.
-
Motivation: It is enormously important that before listening students are
motivated to listen, so you should try to select a text that they will find
interesting and then design tasks that will arouse your students' interest and curiosity.
- Contextualization: When we listen in our everyday lives we hear language within
its natural environment, and that environment gives us a huge amount of
information about the linguistic content we are likely to hear. Listening to a tape recording in a classroom is
a very unnatural process. The text has been taken from its original environment
and we need to design tasks that will help students to contextualize the
listening and access their existing knowledge and expectations to help them
understand the text.
-
Preparation: To do the task we set students while they listen there could be
specific vocabulary or expressions that students will need. It's vital that we
cover this before they start to listen as we want the challenge within the lesson to be an act of listening not
of understanding what they have to do.
While listening
When we listen
to something in our everyday lives we do so for a reason. Students too need a
reason to listen that will focus their attention. For our students to really
develop their listening skills they will need to listen a number of times - three or four usually works quite well -
as I've found that the first time many students listen to a text they are nervous
and have to tune in to accents and the speed at which the people are speaking.
Ideally the
listening tasks we design for them should guide them through the text and
should be graded so that the first listening task they do is quite easy and
helps them to get a general understanding of the text. Sometimes a single question at this stage will be enough, not
putting the students under too much pressure.
The second
task for the second time students listen should demand a greater and more
detailed understanding of the text. Make sure though that the task doesn't
demand too much of a response. Writing long responses as they listen can be very demanding and is a separate
skill in itself, so keep the tasks to single words, ticking or some sort of
graphical response.
The third
listening task could just be a matter of checking their own answers from the
second task or could lead students towards some more subtle interpretations of
the text.
Listening to a
foreign language is a very intensive and demanding activity and for this reason
I think it's very important that students should have 'breathing' or 'thinking'
space between listenings. I usually get my students to compare their answers between listenings as this gives
them the chance not only to have a break from the listening, but also to check
their understanding with a peer and so reconsider before listening again.
Post-listening
There are two
common forms that post-listening tasks can take. These are reactions to the
content of the text, and analysis of the linguistic features used to express
the content.
-
Reaction to the text: Of these two I find that tasks that focus students
reaction to the content are most important. Again this is something that we
naturally do in our everyday lives. Because we listen for a reason, there is generally a following reaction. This could
be discussion as a response to what we've heard - do they agree or disagree or
even believe what they have heard? - or it could be some kind of reuse of the information they have heard.
-
Analysis of language: The second of these two post-listening task types
involves focusing students on linguistic features of the text. This is important
in terms of developing their knowledge of language, but less so in terms of developing students' listening
skills. It could take the form of an analysis of verb forms from a script of
the listening text or vocabulary or collocation work. This is a good time to do
form focused work as the students have already developed an
understanding of the text and so will find dealing with the forms that express
those meanings much easier.
Thanks for :
http://www.teachingenglish.org.uk/articles/a-framework-planning-a-listening-skills-lesson
การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง (Listening Skills)
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับชาวต่างชาติเป็นสิ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพ ประกอบกับในยุคนี้เป็นยุคของข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีที่ต้องใช้ทักษะทางภาษาอังกฤษ ดังที่ยุดา รักไทย (2552 : 26) ได้กล่าว่า “บทบาทและความสำคัญของภาษาอังกฤษเป็นแรงผลักให้ผู้เรียนต้องเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศเพื่อติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความรู้ ความคิดและเทคโนโลยีต่างๆ กับชาวต่างชาติ” ซึ่งความจำเป็นในการใช้ภาษาดังกล่าวสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 1) ได้กำหนดไว้ในเอกสารสาระและมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศในเรื่องวิสัยทัศน์การเรียนรู้ว่า “การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคาดหวังว่าเมื่อผู้เรียนเรียนภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ผู้เรียนจะมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ
(ภาษาอังกฤษ) สามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในสถานการณ์ต่าง แสวงหาความรู้
ประกอบอาชีพและสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้อย่างสร้างสรรค์”
ในธรรมชาติของเด็กนั้นเด็กมีสัญชาตญาณแห่งการสื่อสารและการพูดอยู่แล้วจึงน่าจะเป็นประโยชน์ในการที่จะจูงใจให้นักเรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษและที่สำคัญคือครูจะต้องไม่ลืมว่าการเรียนภาษาอังกฤษเป็นการเรียนเพื่อการใช้ภาษาไม่ได้เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับภาษา ดังนั้นครูจึงไม่ควรที่จะปิดกั้นหรือห้ามปรามเมื่อเด็กพูดจนมากเกินไป
ครูควรปล่อยให้เด็กได้มีโอกาสพูดแสดงความคิดเห็นบ้าง
หรือให้นักเรียนได้มีโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษในห้องเรียนให้มากขึ้น
หรือครูควรจัดให้มีกิจกรรมให้เด็กได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ
ทักษะการฟังคืออะไร?...
การสื่อสารในชีวิตประจำวันนั้นการฟังนับว่าเป็นทักษะรับสารที่สำคัญทักษะหนึ่ง
เป็นทักษะที่ใช้กันมากและเป็นทักษะแรกที่ต้องทำการสอนเพราะผู้พูดจะต้องฟังให้เข้าใจเสียก่อนจึงจะสามารถพูดโต้ตอบ
อ่านหรือเขียนได้ ทักษะการฟังจึงเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้ทักษะอื่นๆ ดังนั้นในการเรียนการสอนนักเรียนจึงควรได้รับการฝึกฝนทักษะการฟังอย่างเพียงพอและจริงจัง
นพเก้า ณ พัทลุง (2548:22) ได้ให้ความหมายของทักษะการฟัง
หมายถึง ความสามารถในการจับประเด็นใจความหลักจากสิ่งที่ฟังได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนซึ่งเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน
เพราะผู้เรียนต้องเข้าใจสาระสำคัญจากสิ่งที่พูดอารมณ์และความคิดเห็นของผู้พูดและสามารถตอบสนองระบุความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดหรือบริบทของการพูดได้
คุณค่าของการฟังคืออะไร
คุณค่าของการฟังคืออะไร
David
Pual (2004 : 71) ได้กล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่เด็กๆ จะต้องฟังภาษาอังกฤษที่เหมาะกับระดับของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ภาษาควรจะง่ายสำหรับเด็กและอยู่ในระดับปัจจุบันหรือเหนือระดับที่เข้าใจได้แล้วเล็กน้อย
ถ้าระดับยากเกินไปเด็กอาจสูญเสียความมั่นใจและทัศนคติด้านบวกไปก็ได้ หากเด็กได้เรียนภาษาอังกฤษหลายครั้งต่อสัปดาห์จะช่วยได้มากถ้าให้ทำแบบฝึกหัดการฟังอย่างสม่ำเสมอจากเทป
หรือครูผู้ให้ข้อมูลแบบฝึกหัดควรจัดระยะให้ห่างเท่าๆ กันในบทต่างๆ แทนที่จะทำพร้อมกันในชั่วโมงเรียนถ้าหากเรียนหนึ่งหรือสองครั้งต่อสัปดาห์เราไม่ควรคาดหวังว่าความสามารถในการฟังของเด็กจะดีขึ้นมากจากการทำแบบฝึกหัดการฟังในชั้นเรียน ที่สำคัญมากก็คือให้ทำแบบฝึกหัดการฟังอย่างสม่ำเสมอในช่วงที่ไม่ได้เรียนเราอาจสนับสนุนให้เด็กและผู้ปกครองฟังเทปในรถที่บ้านหรือสนับสนุนให้เด็กดูวีดีทัศน์หรือใช้โปรแกรมภาษาอังกฤษ
สิ่งที่อาจทำได้นั้นสิ่งหนึ่งขึ้นอยู่กับสถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวเด็กและเวลาที่เด็กทุ่มเทให้ภาษาอังกฤษ
แต่อย่างน้อยเราสามารถเน้นกับเด็กและผู้ปกครองว่าเด็กจะได้ประโยชน์อย่างสูงจากการได้ฟังภาษาอังกฤษมากๆ
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้เทปในชั้น เพียงแต่เราไม่ควรคาดหวังว่าการฟังเทปหนึ่งหรือสองครั้งต่อสัปดาห์จะทำให้ความสามารถในการฟังของเด็กดีขึ้นมากนัก
เทปยังมีประโยชน์มากในการทำให้ได้ยินเสียงของตัวละคร เสียงของเจ้าของภาษาที่ช่วยสร้างความหลากหลายในวิธีที่เด็กจะได้พบเป้าหมายทางภาษาให้แบบอย่างในการออกเสียงและช่วยแนะนำฝึกร้องเพลงอีกด้วย
อะไรคือหลักการเบื้องหลังของการสอนทักษะการฟัง ?...
เสาวภา
ฉายะบุระกุล (2546:136) กล่าวถึงหลักการเบื้องหลังของการสอนทักษะการฟังดังนี้
1. เครื่องบันทึกเทปมีความสำคัญเท่าๆ กับตัวเทปเอง
ไม่ว่าเทปจะดีเพียงใดจะหมดความหมายทันทีหากลำโพงเรื่องบันทึกเทปมีคุณภาพต่ำกิจกรรมอะไรที่ช่วยส่งเสริมการสอนทักษะการฟัง
2. การเตรียมตัวเป็นสิ่งสำคัญ
ทั้งครูและนักเรียนจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการฟัง ครูต้องฟังเทปตั้งแต่ต้นจนจบก่อนจะเอาเข้าไปเปิดในชั้นเรียน
ซึ่งวิธีนี้ครูจะสามารถเตรียมตัวและตัดสินใจได้ว่านักเรียนจะฟังเทปและทำงานประกอบการฟังได้หรือไม่
3. ฟังครั้งเดียวไม่พอ
ครูควรจะเปิดเทปให้นักเรียนฟังอย่างน้อย 2 รอบ
เพื่อที่จะให้นักเรียนได้มีโอกาสศึกษาลักษณะทางภาษาบางอย่างที่อยู่ในเทป
4. ควรกระตุ้นให้นักเรียนตอบสนองต่อเนื้อหาของสิ่งที่ฟังด้วยไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงภาษาเท่านั้น
เช่นเดียวกับการอ่าน
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการฝึกฝนทักษะการฟังคือการพยายามจับความหมาย
เจตนารมณ์ของผู้พูด
5. งานประกอบการฟังจะต้องแตกต่างกันไปตามลำดับขั้นตอนการฟังที่แตกต่างกัน เพราะเหตุผลที่ว่าเราอยากจะทำอะไรหลายๆ อย่างกับเรื่องที่ให้นักเรียนฟังเราจึงจำเป็นต้องกำหนดงานให้แตกต่างกันตามลำดับขั้นตอนการฟังที่แตกต่างกันซึ่งหมายความว่าในการฟังรอบแรกงานที่ให้ทำจะต้องเป็นคำถามที่ค่อนข้างตรงไปตรงมากระตุ้นการใช้ภาษา
หากทำเช่นนี้จะช่วยให้นักเรียนสามารถคลายความเครียดจากการฟังได้ อย่างไรก็ตามในการฟังรอบหลังๆ อาจเน้นที่รายละเอียดของข้อมูล การใช้ภาษา
หรือการการเสียงได้ดียิ่งขึ้น
6.ครูที่ดีต้องใช้ประโยชน์จากเรื่องที่ให้นักเรียนฟังให้เต็มที่หากครูให้นักเรียนลงทุนทั้งเวลาและพลังทางอารมณ์ในการทำกิจกรรมการฟังครูก็ควรจะใช้เทปนั้นเพื่องานหลายประเภทให้มากที่สุด
ดังนั้นหลังจากการเล่นเทปครั้งแรกครูอาจเล่นเทปอีกครั้งก็ได้เพื่อการศึกษาแบบต่างๆ ก่อนที่จะใช้เนื้อเรื่อง สถานการณ์หรือถอดเทปสำหรับกิจกรรมใหม่
ดังนั้นการฟังจึงเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญตอนหนึ่งในขั้นตอนการสอน
มิใช่เป็นแค่เพียงแบบฝึกหัดเท่านั้น
ปราณี
ธนะชานันท์ (2547:73) ได้เสนอแนะกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการฟังไว้ดังนี้
1.
การเขียนตามคำบอก มีความสำคัญมากโดยเฉพาะในการพัฒนาการรับรู้เสียงของภาษาและตรงกันข้ามกับความเห็นส่วนใหญ่เรื่องการเขียนตามคำบอก
การทำเช่นนี้อาจเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานได้ ครูอาจออกเสียงให้เด็กเขียนในรูปภาพ
ตาราง บิงโกและแผนที่มหาสมบัติเด็กเลือกช่องที่จะเขียนเสียงลงไป
และได้แต้มถ้าเลือกช่องบางช่องเด็กๆ อาจมีใบงานที่มีเสียงและคำอยู่แล้วและทำกิจกรรม
เช่น ฟังเสียงหรือคำบอกเลือกคำตอบที่ถูกบนใบงานแล้วโยงเข้าด้วยกัน
เพื่อสร้างเป็นภาพหรือเดินทางไปตามเขาวงกต หรืออาจทำกิจกรรมในคลังเกม เช่น Bingo
(บิงโก) Chopstick Spelling (การสะกดคำด้วยตะเกียบ) Treasure Hunt
Challenge (การค้นหาขุมทรัพย์)

2. การเล่าเรื่อง
ถ้าเด็กเรียนมากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์การเล่าเรื่องถือเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยส่งเสริมการฟัง
โดยเฉพาะหากสามารถรวมภาษาในเรื่องให้กลมกลืนไปกับเนื้อหาที่เรียน
เมื่อใช้เรื่องสำหรับฝึกการฟังครูอาจจำเรื่องมาเล่าให้เด็กฟัง อ่านให้ฟัง
หรือเปิดเทปให้ฟัง หากเป็นเรื่องที่ครูจำมาก็เป็นการง่ายมากที่จะพูดโต้ตอบกับเด็ก
แต่ครูก็อาจพูดจาโต้ตอบได้บ้างเหมือนกันถ้าครูอ่านเรื่อง
ข้อเสียของกิจกรรมประเภทนี้คือ ไม่ว่าครูจะพยายามให้เรื่องเป็นจุดรวมของกิจกรรมมากเพียงใด
แต่ก็มักจะลงเอยด้วยการที่ครูเป็นศูนย์กลางแต่ถ้าหากครูคอยระวังดึงเด็กเข้ามาร่วมด้วยให้มากที่สุดก็จะสามารถเพิ่มพูนประสบการณ์ของเด็กๆ กับภาษาอังกฤษอีกวิธีหนึ่งคือการใช้หุ่นหรือตุ๊กตาแทนตัวละครโดยพยายามให้หุ่นออกท่าทางตามเรื่องราวที่ครูอ่านหรือเล่า อย่างไรก็ตามการให้เด็กฟังเรื่องจากเทปหรือซีดี
มีข้อดีที่สำคัญบางประการ เด็กสามารถได้ยินเสียงคนต่างๆ มากมาย มีการบันทึกไว้ให้ฟังซ้ำระหว่างที่ไม่ได้เรียนและสามารถกลับไปฟังเรื่องเดิมแบบเดิมได้ง่าย เด็กๆ ก็จะสามารถฟังเรื่องอีกที่บ้านได้
ตัวอย่างกิจกรรมที่ครูทำได้กับการเล่าเรื่อง
- ให้เด็กวาดภาพตัวละครหรือฉากในเรื่อง
- ครูเล่าเรื่องโดยใช้หุ่นเป็นตัวละครพูดโต้ตอบกันให้เด็กเล่าเรื่องอีกครั้งด้วยหุ่นของตนเอง
- ครูมีรูปของบางฉากในเรื่องให้เด็กวางรูปในลำดับที่ถูกต้อง แตะหรือกระโดดไปบนรูปขณะที่ครูเล่าเรื่อง และก่อนเล่าเรื่องอาจให้เด็กวางรูปในลำดับที่คิดว่าน่าจะเป็นตามเนื้อเรื่อง
- เด็กแต่ละคนมีบัตรคำ หากมีการเอ่ยถึงคำใดคำหนึ่งจากบัตรเหล่านั้นในเรื่องเจ้าของบัตรจะต้องทำอะไรบางอย่าง เช่น
ทำเสียงตามคำศัพท์ หรือยกมือ ชูบัตรขึ้น เป็นต้น
- ถ้าหากเด็กรู้เรื่องนั้นแล้วในภาษาไทย ครูอาจถามเด็กว่ามีคำภาษาอังกฤษคำไหนที่จะปรากฏในเรื่องหรือคาดเดาความหมาย
- ครูสามารถหยุดเล่าเป็นครั้งคราวและถามเด็กว่าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
3. การสอนแบบตอบสนองด้วยการกระทำเท่านั้น (Total
Physical Response/TRP) เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ใช้กันบ่อย ตัวอย่างของ TRP คือครั้งแรกครูให้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษแล้วออกท่าทางตามไปด้วย
แล้วครูก็ให้คำสั่งเดิมโดยไม่มีท่าทางประกอบ เด็กๆแสดงความเข้าใจด้วยการทำตามคำสั่งโดยไม่ต้องพูด
แต่ก็สามารถดัดแปลงโดยให้เด็กพูดด้วยก็ได้ เช่น ให้เด็กพูดว่ากำลังทำอะไรอยู่
ถ้าครูพูดว่า Please stand up. เด็กอาจยืนขึ้นและพูดพร้อมกันว่า We are
standing up.

สรุป
การสอนทักษะการฟังเป็นทักษะแรกที่มีความสำคัญสำหรับภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ครูคือควบคุมดูแลกิจกรรมทุกอย่างให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ การจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กตื่นตัวสนใจในการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ มีความสุขในการเรียนรู้ภาษาเป็นสิ่งสำคัญ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การไตร่ตรองเป็นส่วนสำคัญของความเป็นครู ความสามารถของเด็กในการเรียนภาษาอังกฤษและความสามารถของครูในการสอนจะไม่พัฒนาเต็มตามศักยภาพ
หากครูไม่มีโอกาสที่จะถอยไปข้างหลังและไตร่ตรอง บางทีการมองการสอนของเราว่าเป็นการทดลองอย่างหนึ่งที่ต้องคอยตรวจสอบประเมิน ทบทวน
และปรับปรุงก็ช่วยในการพัฒนาการสอนของเราได้อย่างมากทีเดียว
Teaching Speaking Skill

Speaking
is an interactive process of constructing meaning that involves producing and
receiving and processing information (Brown, 1994) It is a
productive skill because speaker is the one who give information or sender. The receptive skill is reading and listening.
|
Speaking
is key to communication. By considering what good speakers do, what speaking
tasks can be used in class, and what specific needs learners report, teachers
can help learners improve their speaking and overall oral competency.
Thanks for : http://mark2mint.blogspot.com/2011/02/speaking-skill.html
การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการพูด (Speaking Skill)
เทคนิคการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษ
(Speaking Skill) การสอนภาษาทุกภาษามีธรรมชาติของการเรียนรู้เช่นเดียวกัน คือ เริ่มจากการฟังและการพูด
แล้วจึงไปสู่การอ่านและการเขียน ตามลำดับ การสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษในเบื้องต้น
มุ่งเน้นความถูกต้องของการใช้ภาษา ( Accuracy) ในเรื่องของเสียง คำศัพท์ (Vocabulary)
ไวยากรณ์ ( Grammar) กระสวนประโยค (Patterns)
ดังนั้น กิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนระดับต้นได้ฝึกทักษะการพูด จึงเน้นกิจกรรมที่ผู้เรียนต้องฝึกปฏิบัติตามแบบ
หรือ ตามโครงสร้างประโยคที่กำหนดให้พูดเป็นส่วนใหญ่สำหรับผู้เรียนระดับสูง กิจกรรมฝึกทักษะการพูด
จึงจะเน้นที่ความคล่องแคล่วของการใช้ภาษา ( Fluency) และจะเป็นการพูดแบบอิสระมากขึ้น
เพราะจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการพูด คือ
การสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วยการพูดอย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว
ครูผู้สอนจึงควรมีความรู้และความสามารถอย่างไร
จึงจะสามารถจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการพูดให้แก่ผู้เรียนได้อย่างสอดคล้องกับระดับและศักยภาพของผู้เรียน
เทคนิคการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษ
การเรียนรู้: เทคนิคการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษ (Speaking
Skill) การสอนภาษาทุกภาษา
มีธรรมชาติของการเรียนรู้เช่นเดียวกัน คือ เริ่มจากการฟัง และการพูด
แล้วจึงไปสู่การอ่านและการเขียน ตามลำดับ จุดมุ่งหมายของการพูด คือ
การสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วยการพูดอย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว
ครูผู้สอนควรมีความรู้และความสามารถอย่างไร
จึงจะสามารถจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการพูดให้แก่ผู้เรียนได้อย่างสอดคล้องกับระดับและศักยภาพของผู้เรียน

ชื่อเรื่อง เทคนิคการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษ (Speaking Skill)
เกริ่นนำ การสอนภาษาทุกภาษามีธรรมชาติของการเรียนรู้เช่นเดียวกัน คือ เริ่มจากการฟังและการพูด
แล้วจึงไปสู่การอ่านและการเขียนตามลำดับ การสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษในเบื้องต้น
มุ่งเน้นความถูกต้องของการใช้ภาษา (Accuracy) ในเรื่องของเสียง
คำศัพท์ (Vocabulary) ไวยากรณ์ (Grammar) กระสวนประโยค (Patterns) ดังนั้น
กิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนระดับต้นได้ฝึกทักษะการพูด
จึงเน้นกิจกรรมที่ผู้เรียนต้องฝึกปฏิบัติตามแบบ หรือตามโครงสร้างประโยคที่กำหนดให้พูดเป็นส่วนใหญ่ สำหรับผู้เรียนระดับสูง
กิจกรรมฝึกทักษะการพูดจึงจะเน้นที่ความคล่องแคล่วของการใช้ภาษา (Fluency)
และจะเป็นการพูดแบบอิสระมากขึ้น
เพราะจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการพูด คือ
การสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วยการพูดอย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว
ครูผู้สอนจึงควรมีความรู้และความสามารถอย่างไรจึงจะสามารถจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการพูดให้แก่ผู้เรียนได้อย่างสอดคล้องกับระดับและศักยภาพของผู้เรียน
เทคนิควิธีปฎิบัติ
กิจกรรมการฝึกทักษะการพูด มี 3 รูปแบบ คือ
1. การฝึกพูดระดับกลไก (Mechanical Drills) เป็นการฝึกตามตัวแบบที่กำหนดให้ในหลายลักษณะ เช่น
- พูดเปลี่ยนคำศัพท์ในประโยค
(Multiple Substitution Drill)
- พูดตั้งคำถามจากสถานการณ์ในประโยคบอกเล่า
(Transformation Drill)
- พูดถามตอบตามรูปแบบของประโยคที่กำหนดให้
(Yes/No Question-Answer Drill)
- พูดสร้างประโยคต่อเติมจากประโยคที่กำหนดให้
(Sentence Building)
- พูดคำศัพท์
สำนวนในประโยคที่ถูกลบไปทีละส่วน (Rub out and Remember)
- พูดเรียงประโยคจากบทสนทนา (Ordering
dialogues)
- พูดทายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในบทสนทนา
(Predicting dialogue)
- พูดต่อเติมส่วนที่หายไปจากประโยค (Completing Sentences)
- พูดให้เพื่อนเขียนตามคำบอก
(Split Dictation) ฯลฯ
2. การฝึกพูดอย่างมีความหมาย (Meaningful Drills) เป็นการฝึกตามตัวแบบที่เน้นความหมายมากขึ้น
มีหลายลักษณะ เช่น
- พูดสร้างประโยคเปรียบเทียบโดยใช้รูปภาพ
- พูดสร้างประโยคจากภาพที่กำหนดให้
- พูดเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ
ในห้องเรียน ฯลฯ
![]() |
3. การฝึกพูดเพื่อการสื่อสาร (Communicative Drills) เป็นการฝึกเพื่อมุ่งเน้นการสื่อสาร
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างคำตอบตามจินตนาการ เช่น
- พูดประโยคตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
(Situation)
- พูดตามสถานการณ์ที่กำหนดให้
(Imaginary Situation)
- พูดบรรยายภาพหรือสถานการณ์แล้วให้เพื่อนวาดภาพตามที่พูด
(Describe and Draw) ฯลฯ
- Students
take/make sentences, state as T/F, other students get points if agree with
right answer
3) กิจกรรมหลังการอ่าน (Post - Reading)
เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาในลักษณะทักษะสัมพันธ์เพิ่มขึ้นจากการอ่าน
ทั้งการฟัง การพูด และการเขียน ภายหลังที่ได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรมระหว่างการอ่านแล้ว
โดยอาจฝึกการแข่งขันเกี่ยวกับคำศัพท์ สำนวน ไวยากรณ์ จากเรื่องที่ได้อ่าน เป็นการตรวจสอบทบทวนความรู้
ความถูกต้องของคำศัพท์ สำนวน โครงสร้างไวยากรณ์
หรือฝึกทักษะการฟังการพูด โดยให้ผู้เรียนร่วมกันตั้งคำถามเกี่ยวกับเนื้อเรื่องแล้วช่วยกันหาคำตอบ
สำหรับผู้เรียนระดับสูงอาจให้พูดอภิปรายเกี่ยวกับอารมณ์หรือเจตคติของผู้เขียนเรื่องนั้น
หรือฝึกทักษะการเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ได้อ่าน เป็นต้น
Computer-assisted language learning (CALL) is a form of computer-based assisted learning which carries two important features: bidirectional learning and individualized learning. It is not a method. CALL materials are tools for learning. The focus of CALL is learning, and not teaching. CALL materials are used in teaching to facilitate the language learning process. It is a student-centered accelerated learning material, which promotes self-paced accelerated learning.
Advantages of CALL
1. Motivation: using a variety of multimedia components in one program or course has been shown to increase student interest and motivation. One quantifiable benefit to increased motivation is that students tend to spend more time on tasks when on the computer. More time is frequently cited as a factor in achievement
2. Adapting learning to the student: Students tend to prefer exercises where they have control over content, such as branching stories, adventures, puzzles or logic problems. With these, the computer has the role of providing attractive context for the use of language rather than directly providing the language the student needs.
3. Authenticity: “Authenticity” in language learning means the opportunity to interact in one or more of the four skills (reading, writing, listening, speaking) by using or producing texts meant for an audience in the target language, not the classroom.
4. Critical thinking skills: Use of computer technology in classrooms is generally reported to improve self-concept and mastery of basic skills, more student-centered learning and engagement in the learning process, more active processing resulting in higher-order thinking skills and better recall, gain confidence in directing their own learning.
Computer-Based Foreign Language Programs
For many years, basic drill-and-practice software programs dominated the market in computer-assisted language learning (CALL). These programs focused on vocabulary or discrete grammar points. A vast array of drill-and-practice programs are still available; in addition, however, an increasing number of innovative and interactive programs are being developed. Simulation programs, while reinforcing grammar points, present students with real-life situations in which they learn about the culture of a country and the protocol for various situations. For example, the Ticket series by Bluelion Software and Recuerdos de Madrid from D.C. Heath are simulations that provide country specific situations in a task-based format. PC Globe and encyclopedia-type programs are information programs that allow students to conduct research in the target language. Games such as the foreign language versions of Where in the World Is Carmen Sandiego? by Brøderbund Software or Trivial Pursuit from Gessler publishers provide an entertaining environment for students to learn culture and the target language through problem-solving and competition. Writing assistants, like Salsa and Système-D (Davis, 1992; Garrett, 1991) aid students in writing compositions in the target language by providing help in grammar, style, and verb conjugation and use (Willetts, in press).
Thanks for: http://www.ict4lt.org/en/warschauer.htm
การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคุณลักษะที่ดีหลายอย่าง เช่น ให้ข้อมูลย้อนกลับได้ฉับไว ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความสามารถของแต่ละบุคคล เป็นผู้สอนส่วนตัวที่ชาญฉลาด ผู้เรียนเป็นอิสระจากรูปแบบการสอนแบบดั้งเดิมที่มีกฎระเบียบเคร่งครัด เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียนมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากต่อการแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองของผู้เรียน
ลักษณะ
CALL หมายถึงโปรแกรมช่วยการเรียนภาษาโดยเฉพาะ ใช้ได้ทั้งกับการเรียนในห้องเรียนและการให้ผู้เรียนเรียนด้วยตนเองที่ศูนย์การเรียนรู้ด้วยตนเอง (self – access learning center) หรือที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ (computer center) โปรแกรมที่สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนมีหลายชนิด เช่น โปรแกรมประมวลคำ (word processor) ซึ่งจะช่วยให้ผู้สอนเตรียมแบบฝึกหัด บทเรียน หรือเอกสารต่างๆ ได้สะดวกรวดเร็วและสวยงาม การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยเรียนภาษา ขั้นตอนการสร้างมี 2 ขั้นตอนดังนี้
1. การเริ่มต้น การเริ่มต้นที่ดีควรเริ่มจากการกำหนดจุดมุ่งหมายของโปรแกรมให้ชัดเจน เช่น การใช้โปรแกรมกับใคร ระดับใด เพราะลักษณะของผู้ใช้โปรแกรม (target user) เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในการกำหนดเนื้อหาและวิธีสอน นอกจากนั้นการกำหนดจุดมุ่งหมายเป็นสิ่งสำคัญเพราะจะทำให้สามารถกำหนดลักษณะของโปรแกรมได้ ส่วนสิ่งสำคัญที่ควรกำหนดไว้ในจุดมุ่งหมาย ได้แก่ ระดับของผู้เรียนทักษะเฉพาะหรือหน้าที่ทางภาษา (function)
2. การออกแบบโปรแกรม เป็นการกำหนดลักษณะขั้นตอนและรายละเอียดที่สำคัญอย่างน้อย 4 ประการ
2.1) กำหนดขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม
2.2) กำหนดลักษณะการติดต่อระหว่างผู้เรียนกับโปรแกรม
2.3) กำหนดชนิดและลักษณะของข้อมูล
2.4) สิ่งสุดท้ายที่ควรคำนึงเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการบันทึก และการแสดงผลข้อมูลซึ่งจะเป็นการกำหนดทั้งวิธีและรูปแบบการแสดงผล
โปรแกรม
โปรแกรมช่วยเรียนมี 2 ลักษณะดังนี้
1. โปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับการสร้างบทเรียน โดยเฉพาะที่เรียกว่า โปรแกรมสร้างบทเรียน (authoring program) โปรแกรมช่วยสร้างบทเรียนมีให้เลือกทั้งโปรแกรมสำเร็จรูปที่ผู้สอนเพียงพิมพ์ข้อมูลลงไปในโปรแกรมแม่ก็จะได้แบบฝึกหัดทันที แต่โปรแกรมชนิดนี้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปแบบไม่ได้ (template) ดังนั้นแบบฝึกหัดที่สร้างจากโปรมแกรมชนิดนี้จึงมีลักษณะเหมือนกับแบบฝึกหัดตัวอย่างในโปรแกรมแม่ทุกประการ ส่วนโปรแกรมช่วยสร้างบทเรียนแบบที่ 2 ยากกว่าแบบแรก แต่สามารถใช้งานได้กว้างขวางกว่า ซึ่งการใช้โปรแกรมนี้ ผู้สอนต้องออกแบบหน้าจอภาพ (screen) และกำหนดขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมและการตรวจคำตอบด้วยตนเอง
2. โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ (computer language) เช่น ภาษา (BASIC) ภาษาปาสกาล (Pascal) และภาษาซี (C) ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านี้ก็เก็บในรูปโปรแกรมเช่นกัน ในการใช้โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์เขียนบทเรียนผู้สอนต้องมีความรู้ความสามารถในการเขียนโปรแกรม หลักสำคัญก็คือผู้เขียนโปรแกรมควรเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเองเป็นสำคัญการประเมินโปรแกรมยังไม่มีกฎเกณฑ์ประเมินบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยเรียนภาษาที่แน่นอน แต่มีปัจจัยที่ควรพิจารณาดังนี้
1. วัตถุประสงค์การเรียนรู้ ต้องมีวัตถุประสงค์การเรียนรู้และระดับของความคาดหวังความสำเร็จ
2. การติดตั้ง การติดตั้งต้องง่าย ไม่ต้องการความเชี่ยวชาญทางเทคนิคสูง
Teaching Reading Skill
Reading is one
of the ways of learning English or other languages. There are reading tasks in
tests, exams and during learning process. In this post I offer the readers some
typical ways of presenting reading tasks and reading activities for learners of foreign language according
to PWP Model.
Pre - Reading Activities
- Doing
reading preference survey, reading activity survey
- Semantic
mapping - Discussion activities (“What does this word, picture, object make you
think of?”)
- Telling a
story - Relating experiences associated with reading theme (“this story reminds
me of…”)
- Explaining a
concept or process (“How does xxx work?”)

- Asking
students to explain a concept or process
- Describing
an object that you bring in
- Keying on
vocabulary from other pre - reading activities
- Taking a
position (on a statement or a quote)
- Consensus
forming (making choices as groups)
- Quick
writing on a topic or a key word
- Taking a
topical survey (what do all the people in the class think about xxx?)
- Making a
questionnaire (group activity)
- Writing up
survey/questionnaire results (group activity)
- Filling in a
flow chart
- Filling in a
modified cloze passage
- Guessing
text genre from the title (why is text organized in a certain way?)
- Skimming in
order to choose/make-up best title
- Posing
questions about a topic (teacher or students) (know, want to know, have
learned)
- Ordering
chapter headings in order of perceived interest
- Ordering
chapter sub - heading to predict arrangement of information
- Reading a
letter that takes some perspective on the text, have students identify the
writer
- Relating a
topic to general course content
- Reading an
excerpt - predicting the rest of the text
- Asking for
and finding specific facts (coordinate with scanning activity)
- Writing a
reaction or opinion after a discussion
- Listening to
a lecture and taking notes, using the notes to compare with a section of a
reading
- Looking at
pictures, captions, and/or headings and then discussing or predicting
- Reading
first sentences of each paragraph and predict
- Finding
definitions
- Reading only
sub-headings for discussion
- Reading only
underlined sentences for discussion (teacher underlines)
- Seeing a
film, video, slide set, picture sequence, TV show in order to discuss, write,
debate
- Bringing in
a person to talk to the class
- Taking a
short excursion to a relevant location
While - Reading Activities

- What comes
next? List the possibilities
- Provide two
summaries, which is most accurate so far?
- Give
alternative chapter/section headings - Use map, chart, table, etc. to outline
progress so far
- Ask students
to elaborate on some part of the text just read: a process, description, story,
etc.
- Fill in
skeleton story line up to the point of reading, same with outline - ask what will
come next
- Do a flyer,
poster, ad, or announcement based on reading to date
- Correct a
summary full of errors - List sequence of events or steps in correct order as a
chart - Make a news story from reading-to-date; report as reading unfolds
- Playmaking,
role - playing - Listen to a lecture excerpt related to a section just read, or to
be read
- Make
statements about the reading; have the students rate the statements for
accuracy, opinion
- Ask
questions, give definitions, focus on vocabulary - students find words they want
to remember
- Give
information for next section; students make appropriate questions
Post - Reading Activities
- Scanning for
key vocabulary; given definition, have them find other occurrences
- Fill in or
draw grids, charts, maps, tables, outlines
- Expand or
change a semantic map
- Ask
questions - ETR (relate Experience, read Text, Relate experiences to text)
- Write a
reaction (express opinion)
- Connect with
information from other articles
- Match
information - T/F statements- Fix wrong information in a summary
- Listen to
lecture and connect to reading; note points of difference, points of similarity
- Write a
summary, fill in a summary
- Report on
reading from different frames (reporter, professional, editor, colleague)
- Ranking of
importance of information in reading (start with a list of statements about
reading)
- Flow chart
the information
- Decide what
information can be eliminated (have lists of statements)
- What is the attitude/viewpoint of the writer, what is the genre of the text, who is the
audience? How do you know?
- List
examples that appear in text; what would be better examples for the students?
- Write a
reaction evaluation as groups - Write newspaper headlines - Write sub - headings
for text sections
Thanks for :
http://passexam.cc.ua/reading-activities-pre-while-and-postreading-activities
การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน (Reading
Skill)
การอ่านภาษาอังกฤษมี 2 ลักษณะ คือ การอ่านออกเสียง (Reading aloud) และการอ่านในใจ (Silent Reading) การอ่านออกเสียงเป็นการอ่านเพื่อฝึกความถูกต้อง
(Accuracy) และความคล่องแคล่ว (Fluency) ในการออกเสียง ส่วนการอ่านในใจเป็นการอ่านเพื่อรับรู้และทำความเข้าใจในสิ่งที่อ่านซึ่งเป็นการอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกับการฟัง ต่างกันที่การฟังใช้การรับรู้จากเสียงที่ได้ยิน
ในขณะที่การอ่านจะใช้การรับรู้จากตัวอักษรที่ผ่านสายตา
ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดความชำนาญและมีความสามารถเพิ่มพูนขึ้นได้ด้วยเทคนิควิธีการโดยเฉพาะ
ครูผู้สอนจึงควรมีความรู้และเทคนิคในการสอนทักษะการอ่านให้แก่ผู้เรียนอย่างไรเพื่อให้การอ่านแต่ละลักษณะประสบผลสำเร็จ
1. เทคนิควิธีปฏิบัติ
1.1 การอ่านออกเสียง การฝึกให้ผู้เรียนอ่านออกเสียงได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล่วควรฝึกฝนไปตามลำดับ โดยใช้เทคนิควิธีการดังนี้

1) Basic
Steps of Teaching (BST) มีเทคนิคขั้นตอนการฝึกต่อเนื่องกันไปดังนี้
- ครูอ่านข้อความทั้งหมด
1 ครั้ง/นักเรียนฟัง
- ครูอ่านทีละประโยค/นักเรียนทั้งหมดอ่านตาม
- ครูอ่านทีละประโยค/ นักเรียนอ่านตามทีละคน (อาจข้ามขั้นตอนนี้ได้ถ้านักเรียนส่วนใหญ่อ่านได้ดีแล้ว)
- นักเรียนอ่านคนละประโยคให้ต่อเนื่องกันไปจนจบข้อความทั้งหมด
- นักเรียนฝึกอ่านเอง
- สุ่มนักเรียนอ่าน
2) Reading for Fluency (Chain
Reading) คือ
เทคนิคการฝึกให้นักเรียนอ่านประโยคคนละประโยคอย่างต่อเนื่องกันไป
เสมือนคนอ่านคนเดียวกัน โดยครูสุ่มเรียกผู้เรียนจากหมายเลขลูกโซ่ เช่น ครูเรียก Chain-number
One นักเรียนที่มีหมายเลขลงท้ายด้วย 1,11,21,31,41, 51
จะเป็นผู้อ่านข้อความคนละประโยคต่อเนื่องกันไป หากสะดุดหรือติดขัดที่ผู้เรียนคนใดถือว่าโซ่ขาด ต้องเริ่มต้นที่คนแรกใหม่หรือเปลี่ยน Chain-number ใหม่
3) Reading and Look up คือ เทคนิคการฝึกให้นักเรียนแต่ละคนอ่านข้อความโดยใช้วิธีอ่านแล้วจำประโยคแล้วเงยหน้าขึ้นพูดประโยคนั้นๆ
อย่างรวดเร็ว คล้ายวิธีอ่านแบบนักข่าว
4) Speed Reading คือ
เทคนิคการฝึกให้นักเรียนแต่ละคนอ่านข้อความโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
การอ่านแบบนี้อาจไม่คำนึงถึงความถูกต้องทุกตัวอักษร แต่ต้องอ่านโดยไม่ข้ามคำ เป็นการฝึกธรรมชาติในการอ่านเพื่อความคล่องแคล่ว (Fluency) และเป็นการหลีกเลี่ยงการอ่านแบบสะกดทีละคำ
5) Reading for Accuracy คือ การฝึกอ่านที่มุ่งเน้นความถูกต้องชัดเจนในการออกเสียง ทั้งstress/ intonation/ cluster/ final sounds ให้ตรงตามหลักเกณฑ์ของการออกเสียง (Pronunciation) โดยอาจนำเทคนิค Speed Reading มาใช้ในการฝึก และเพิ่มความถูกต้องชัดเจนในการออกเสียงสิ่งที่ต้องการ
จะเป็นผลให้ผู้เรียนมีความสามารถในการอ่านได้อย่างถูกต้อง (Accuracy)
และ คล่องแคล่ว (Fluency) ควบคู่กันไป
1.2 การอ่านในใจ ขั้นตอนการสอนทักษะการอ่านมีลักษณะเช่นเดียวกับขั้นตอนการสอนทักษะการฟัง โดยแบ่งเป็น 3
กิจกรรม คือ กิจกรรมนำเข้าสู่การอ่าน (Pre - Reading) กิจกรรมระหว่างการอ่านหรือขณะที่สอนอ่าน (While-Reading) กิจกรรมหลังการอ่าน (Post-Reading) แต่ละกิจกรรมอาจใช้เทคนิค ดังนี้

1) กิจกรรมนำเข้าสู่การอ่าน (Pre - Reading) การที่ผู้เรียนจะอ่านสารได้อย่างเข้าใจควรต้องมีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับสารที่จะได้อ่าน
โดยครูผู้สอนอาจใช้กิจกรรมนำให้ผู้เรียนได้มีข้อมูลบางส่วนเพื่อช่วยสร้างความเข้าใจในบริบทก่อนเริ่มต้นอ่านสารที่กำหนดให้ โดยทั่วไป มี 2 ขั้นตอน คือ
-
ขั้น Personalization เป็นขั้นสนทนาโต้ตอบ
ระหว่างครูกับผู้เรียนหรือระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน
เพื่อทบทวนความรู้เดิมและเตรียมรับความรู้ใหม่จากการอ่าน
-
ขั้น Predicting เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนคาดเดาเกี่ยวกับเรื่องที่จะอ่าน
โดยอาจใช้รูปภาพ แผนภูมิ หัวเรื่อง ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะได้อ่าน
แล้วนำสนทนา อภิปราย หาคำตอบเกี่ยวกับภาพนั้นๆ อาจฝึกกิจกรรมที่เกี่ยวกับคำศัพท์ เช่น ขีดเส้นใต้ วงกลมล้อมรอบคำศัพท์ในสารที่อ่าน หรืออ่านคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่จะได้อ่าน
เพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบแนวทางว่าจะได้อ่านสารเกี่ยวกับเรื่องใด
เป็นการเตรียมตัวล่วงหน้าเกี่ยวกับข้อมูลประกอบการอ่านและค้นหาคำตอบที่จะได้จากการอ่านสารนั้นๆ หรือทบทวนคำศัพท์จากความรู้เดิมที่มีอยู่ซึ่งจะปรากฏในสารที่จะได้อ่าน โดยอาจใช้วิธีบอกความหมายหรือทำแบบฝึกหัดเติมคำ ฯลฯ
2) กิจกรรมระหว่างการอ่านหรือกิจกรรมขณะที่สอนอ่าน (While-Reading)
เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติในขณะที่อ่านสารนั้น
กิจกรรมนี้มิใช่การทดสอบการอ่านแต่เป็นการ “ฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ”
กิจกรรมระหว่างการอ่านนี้ควรหลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติทักษะอื่นๆ เช่น การฟังหรือการเขียน อาจจัดกิจกรรมให้พูดโต้ตอบได้บ้างเล็กน้อย
เนื่องจากจะเป็นการเบี่ยงเบนทักษะที่ต้องการฝึกไปสู่ทักษะอื่นโดยมิได้เจตนา
กิจกรรมที่จัดให้ในขณะฝึกอ่านควรเป็นประเภทต่อไปนี้
- Matching คือ
อ่านแล้วจับคู่คำศัพท์กับคำจำกัดความ หรือจับคู่ประโยค เนื้อเรื่องกับภาพ
แผนภูมิ
- Ordering คือ อ่านแล้วเรียงภาพ
แผนภูมิ ตามเนื้อเรื่องที่อ่าน เรียงประโยค (Sentences) ตามลำดับเรื่อง
หรือเรียงเนื้อหาแต่ละตอน (Paragraph) ตามลำดับของเนื้อเรื่อง
- Completing คือ อ่านแล้วเติมคำ
สำนวน ประโยค ข้อความ ลงในภาพ แผนภูมิ ตาราง ฯลฯ ตามเรื่องที่อ่าน
-
Correcting คือ อ่านแล้วแก้ไขคำ สำนวน ประโยค ข้อความ
ให้ถูกต้องตามเนื้อเรื่องที่ได้อ่าน
- Deciding คือ
อ่านแล้วเลือกคำตอบที่ถูกต้อง (Multiple Choice) เลือกประโยคถูกผิด (True/ False) เลือกว่ามีประโยคนั้นๆ ในเนื้อเรื่องหรือไม่ เลือกว่าประโยคนั้นเป็นข้อเท็จจริง (Fact) หรือเป็นความคิดเห็น (Opinion)
- Supplying/ Identifying คือ
อ่านแล้วหาประโยคหัวข้อเรื่อง (Topic Sentence) สรุปใจความสำคัญ (Conclusion) จับใจความสำคัญ (Main
Idea) ตั้งชื่อเรื่อง (Title) ย่อเรื่อง (Summary) หรือหาข้อมูลรายละเอียดจากเรื่อง (Specific Information)
3) กิจกรรมหลังการอ่าน (Post - Reading)
เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาในลักษณะทักษะสัมพันธ์เพิ่มขึ้นจากการอ่าน
ทั้งการฟัง การพูด และการเขียน ภายหลังที่ได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรมระหว่างการอ่านแล้ว
โดยอาจฝึกการแข่งขันเกี่ยวกับคำศัพท์ สำนวน ไวยากรณ์ จากเรื่องที่ได้อ่าน เป็นการตรวจสอบทบทวนความรู้
ความถูกต้องของคำศัพท์ สำนวน โครงสร้างไวยากรณ์
หรือฝึกทักษะการฟังการพูด โดยให้ผู้เรียนร่วมกันตั้งคำถามเกี่ยวกับเนื้อเรื่องแล้วช่วยกันหาคำตอบ
สำหรับผู้เรียนระดับสูงอาจให้พูดอภิปรายเกี่ยวกับอารมณ์หรือเจตคติของผู้เขียนเรื่องนั้น
หรือฝึกทักษะการเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ได้อ่าน เป็นต้น
1.3 บทเรียนที่ได้ (ถ้ามี) การสอนทักษะการอ่านโดยใช้เทคนิคต่างๆ
ในการจัดกิจกรรมให้แก่ผู้เรียนตามข้อเสนอแนะข้างต้น
จะช่วยพัฒนาคุณภาพทักษะการอ่านของผู้เรียนให้สูงขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถี่ในการฝึกฝน ซึ่งผู้เรียนควรจะได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ทักษะการอ่านที่ดีจะนำผู้เรียนไปสู่ทักษะการพูดและการเขียนที่ดีได้เช่นเดียวกัน
Teaching Writing Skill

One of the
most important requirements for designing effective writing tasks is to think
of coherent, connected activity sets, which include pre-writing, during-writing
and post-writing activities. Connected activity sets help students complete the writing task successfully and
foster the process of writing.
Working
backwards from the final task makes it easier to design such activity sets.
Only by viewing writing in the broader context of activity sets can you ensure
that writing is taught as a process, with brainstorming, several writing and re-writing tasks, and active
revision. While the activity sets are presented here in chronological sequence
for clarity, during actual writing, there is much recursivity among the steps.
![]() |
Pre - writing
activities prepare learners for a final writing task and activate, review or
build sub - skills that prepare the learner for completing the main writing task.
They usually focus on the audience, the content, and the vocabulary necessary for the task. These are typically word
and phrase level activities.
While - writing
activities engage learners in recursive writing, self-editing and revisions. As
the students are guided through writing and re-writing, the teacher should
guide them through other areas such as syntax.
Post - writing
activities help learners reflect on and revise their writing based on feedback
from an audience, such as peers and/or an instructor.
Thanks for :
http://coerll.utexas.edu/methods/modules/writing/02/sets.php
การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน
(Writing Skill)
การเขียน
(Writing Skill) คือ
การสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วยข้อความเป็นลายลักษณ์อักษร
มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดความคิดของผู้ส่งสารคือผู้เขียนไปสู่ผู้รับสารคือผู้อ่านมากกว่าการมุ่งเน้นในเรื่องของการใช้คำและหลักไวยากรณ์ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การเขียนเป็นการสื่อสารที่มุ่งเน้นความคล่องแคล่ว (Fluency) ในการสื่อความหมายมากกว่าความถูกต้องของการใช้ภาษา (Accuracy) อย่างไรก็ตาม กระบวนการสอนทักษะการเขียนยังจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างระบบในการเขียนจากความถูกต้องแบบควบคุมได้ (Controlled
Writing) ไปสู่การเขียนแบบควบคุมน้อยลง (Less Controlled Writing) อันจะนำไปสู่การเขียนแบบอิสระ (Free Writing) ได้ในที่สุด
การฝึกทักษะการเขียนสำหรับผู้เรียนระดับต้น สิ่งที่ผู้สอนต้องคำนึงถึงให้มากที่สุด
คือ ต้องให้ผู้เรียนมีข้อมูลเกี่ยวกับคำศัพท์ (Vocabulary) กระสวนไวยากรณ์ (Grammar Pattern) และเนื้อหา (Content) อย่างเพียงพอที่จะเป็นแนวทางให้ผู้เรียนสามารถคิดและเขียนได้
ซึ่งการสอนทักษะการเขียนในระดับนี้อาจมิใช่การสอนเขียนเพื่อสื่อสารเต็มรูปแบบ
แต่จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนอย่างเป็นระบบที่ถูกต้อง อันเป็นรากฐานสำคัญในการเขียนเพื่อการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับสูงได้ต่อไป
ครูผู้สอนควรมีความรู้และความสามารถในการจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการเขียนให้แก่ผู้เรียนได้อย่างไร
ผู้เรียนจึงจะมีทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
1. เทคนิควิธีปฎิบัติ การฝึกทักษะการเขียนมี 3 แนวทาง คือ
![]() |
1.1 การเขียนแบบควบคุม (Controlled Writing) เป็นแบบฝึกการเขียนที่มุ่งเน้นในเรื่องความถูกต้องของรูปแบบ
เช่น การเปลี่ยนรูปทางไวยากรณ์ คำศัพท์ในประโยค โดยครูจะเป็นผู้กำหนดส่วนที่เปลี่ยนแปลงให้ผู้เรียน
ผู้เรียนจะถูกจำกัดในด้านความคิดอิสระ สร้างสรรค์ ข้อดีของการเขียนแบบควบคุมนี้ คือ
การป้องกันมิให้ผู้เรียนเขียนผิดตั้งแต่เริ่มต้น กิจกรรมที่นำมาใช้ในการฝึกเขียน
เช่น
- Copying เป็นการฝึกเขียนโดยการคัดลอกคำ ประโยค หรือข้อความที่กำหนดให้
ในขณะที่เขียนคัดลอก ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้การสะกดคำ
การประกอบคำเข้าเป็นรูปประโยค และอาจเป็นการฝึกอ่านในใจไปพร้อมกัน
- Gap Filing เป็นการฝึกเขียนโดยเลือกคำที่กำหนดให้มาเขียนเติมลงในช่องว่างของประโยค
ผู้เรียนจะได้ฝึกการใช้คำชนิดต่างๆ (Part of Speech) ทั้งด้านความหมายและด้านไวยากรณ์
- Re-ordering
Words เป็นการฝึกเขียนโดยเรียบเรียงคำที่กำหนดให้เป็นประโยค
ผู้เรียนได้ฝึกการใช้คำในประโยคอย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์
และเรียนรู้ความหมายของประโยคไปพร้อมกัน
- Changing
forms of Certain words เป็นการฝึกเขียนโดยเปลี่ยนแปลงคำที่กำหนดให้ในประโยคให้เป็นรูปพจน์ หรือรูปกาล ต่างๆ หรือรูปประโยคคำถาม ประโยคปฏิเสธ ฯลฯ
ผู้เรียนได้ฝึกการเปลี่ยนรูปแบบของคำได้อย่างสอดคล้องกับชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค
- Substitution
Tables เป็นการฝึกเขียนโดยเลือกคำที่กำหนดให้ในตาราง
มาเขียนเป็นประโยคตามโครงสร้างที่กำหนด
ผู้เรียนได้ฝึกการเลือกใช้คำที่หลากหลายในโครงสร้างประโยคเดียวกัน
และได้ฝึกทำความเข้าใจในความหมายของคำหรือประโยคด้วย
1.2 การเขียนแบบกึ่งควบคุม (Less – Controlled Writing) เป็นแบบฝึกเขียนที่มีการควบคุมน้อยลง
และผู้เรียนมีอิสระในการเขียนมากขึ้น การฝึกการเขียนในลักษณะนี้
ครูจะกำหนดเค้าโครงหรือรูปแบบแล้วให้ผู้เรียนเขียนต่อเติมส่วนที่ขาดหายไปให้สมบูรณ์ วิธีการนี้ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะความสามารถในการเขียนได้มากขึ้น
อันจะนำไปสู่การเขียนอย่างอิสระได้ในโอกาสต่อไป กิจกรรมฝึกการเขียนแบบกึ่งอิสระ
เช่น
- Sentence
Combining เป็นการฝึกเขียนโดยเชื่อมประโยค 2
ประโยคเข้าด้วยกันด้วยคำขยาย หรือคำเชื่อมประโยค ผู้เรียนได้ฝึกการเขียนเรียบเรียงประโยคโดยใช้คำขยาย
หรือคำเชื่อมประโยค ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
- Describing
People เป็นการฝึกการเขียนบรรยาย คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่
โดยใช้คำคุณศัพท์แสดงคุณลักษณะของสิ่งที่กำหนดให้
ผู้เรียนได้ฝึกการใช้คำคุณศัพท์ขยายคำนามได้อย่างสอดคล้อง และตรงตามตำแหน่งที่ควรจะเป็น
- Questions
and Answers Composition เป็นการฝึกการเขียนเรื่องราวภายหลังจากการฝึกถามตอบปากเปล่าแล้ว
โดยอาจให้จับคู่แล้วสลับกันถามตอบปากเปล่าเกี่ยวกับเรื่องราวที่กำหนดให้แต่ละคนจดบันทึกคำตอบของตนเองไว้ หลังจากนั้นจึงให้เขียนเรียบเรียงเป็นเรื่องราว 1 ย่อหน้า ผู้เรียนได้ฝึกการเขียนเรื่องราวต่อเนื่องกัน
โดยมีคำถามเป็นสื่อนำความคิด หรือเป็นสื่อในการค้นหาคำตอบ
ผู้เรียนจะได้มีข้อมูลเป็นรายข้อที่สามารถนำมาเรียบเรียงต่อเนื่องกันไปได้อย่างน้อย
1 เรื่อง
- Parallel
Writing เป็นการฝึกการเขียนเรื่องราวเทียบเคียงกับเรื่องที่อ่าน
โดยเขียนจากข้อมูลหรือประเด็นสำคัญที่กำหนดให้ซึ่งมีลักษณะเทียบเคียงกับความหมายและโครงสร้างประโยคของเรื่องที่อ่าน
เมื่อผู้เรียนได้อ่านเรื่องและศึกษารูปแบบการเขียนเรียบเรียงเรื่องนั้นแล้วผู้เรียนสามารถนำข้อมูลหรือประเด็นที่กำหนดให้มาเขียนเลียนแบบหรือเทียบเคียงกับเรื่องที่อ่านได้
- Dictation เป็นการฝึกเขียนตามคำบอก ซึ่งเป็นกิจกรรมที่วัดความรู้ความสามารถของผู้เรียนในหลายๆ ด้าน เช่น การสะกดคำ ความเข้าใจด้านโครงสร้างประโยค
ไวยากรณ์ รวมถึงความหมายของคำ ประโยค หรือข้อความที่เขียน

1.3 การเขียนแบบอิสระ (Free Writing) เป็นแบบฝึกเขียนที่ไม่มีการควบคุมแต่อย่างใด
ผู้เรียนมีอิสระเสรีในการเขียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิด
จินตนาการอย่างกว้างขวาง การเขียนในลักษณะนี้ครูจะกำหนดเพียงหัวข้อเรื่อง หรือสถานการณ์ แล้วให้ผู้เรียนเขียนเรื่องราวตามความคิดของตนเอง วิธีการนี้ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะความสามารถในการเขียนได้เต็มที่
ข้อจำกัดของการเขียนลักษณะนี้ คือ ผู้เรียนมีข้อมูลที่เป็นคลังคำ โครงสร้างประโยค
กระสวนไวยากรณ์เป็นองค์ความรู้อยู่ค่อนข้างน้อย ส่งผลให้การเขียนอย่างอิสระนี้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
การสอนทักษะการเขียนโดยใช้กิจกรรมที่นำเสนอข้างต้น
จะช่วยพัฒนาคุณภาพทักษะการเขียนของผู้เรียนให้สูงขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถี่ในการฝึกฝน
ซึ่งผู้เรียนควรจะได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ทักษะการเขียนที่ดีจะนำไปสู่การสื่อสารที่สร้างความเข้าใจให้แก่ผู้อ่านสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Computer-assisted language learning (CALL)
Advantages of CALL
1. Motivation: using a variety of multimedia components in one program or course has been shown to increase student interest and motivation. One quantifiable benefit to increased motivation is that students tend to spend more time on tasks when on the computer. More time is frequently cited as a factor in achievement
![]() |
3. Authenticity: “Authenticity” in language learning means the opportunity to interact in one or more of the four skills (reading, writing, listening, speaking) by using or producing texts meant for an audience in the target language, not the classroom.
4. Critical thinking skills: Use of computer technology in classrooms is generally reported to improve self-concept and mastery of basic skills, more student-centered learning and engagement in the learning process, more active processing resulting in higher-order thinking skills and better recall, gain confidence in directing their own learning.
Computer-Based Foreign Language Programs

For many years, basic drill-and-practice software programs dominated the market in computer-assisted language learning (CALL). These programs focused on vocabulary or discrete grammar points. A vast array of drill-and-practice programs are still available; in addition, however, an increasing number of innovative and interactive programs are being developed. Simulation programs, while reinforcing grammar points, present students with real-life situations in which they learn about the culture of a country and the protocol for various situations. For example, the Ticket series by Bluelion Software and Recuerdos de Madrid from D.C. Heath are simulations that provide country specific situations in a task-based format. PC Globe and encyclopedia-type programs are information programs that allow students to conduct research in the target language. Games such as the foreign language versions of Where in the World Is Carmen Sandiego? by Brøderbund Software or Trivial Pursuit from Gessler publishers provide an entertaining environment for students to learn culture and the target language through problem-solving and competition. Writing assistants, like Salsa and Système-D (Davis, 1992; Garrett, 1991) aid students in writing compositions in the target language by providing help in grammar, style, and verb conjugation and use (Willetts, in press).
Thanks for: http://www.ict4lt.org/en/warschauer.htm
การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนภาษา
(computer – assisted language learning program – CALL)
ความสำคัญการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคุณลักษะที่ดีหลายอย่าง เช่น ให้ข้อมูลย้อนกลับได้ฉับไว ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความสามารถของแต่ละบุคคล เป็นผู้สอนส่วนตัวที่ชาญฉลาด ผู้เรียนเป็นอิสระจากรูปแบบการสอนแบบดั้งเดิมที่มีกฎระเบียบเคร่งครัด เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียนมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากต่อการแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองของผู้เรียน
ลักษณะ
CALL หมายถึงโปรแกรมช่วยการเรียนภาษาโดยเฉพาะ ใช้ได้ทั้งกับการเรียนในห้องเรียนและการให้ผู้เรียนเรียนด้วยตนเองที่ศูนย์การเรียนรู้ด้วยตนเอง (self – access learning center) หรือที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ (computer center) โปรแกรมที่สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนมีหลายชนิด เช่น โปรแกรมประมวลคำ (word processor) ซึ่งจะช่วยให้ผู้สอนเตรียมแบบฝึกหัด บทเรียน หรือเอกสารต่างๆ ได้สะดวกรวดเร็วและสวยงาม การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยเรียนภาษา ขั้นตอนการสร้างมี 2 ขั้นตอนดังนี้
![]() |
1. การเริ่มต้น การเริ่มต้นที่ดีควรเริ่มจากการกำหนดจุดมุ่งหมายของโปรแกรมให้ชัดเจน เช่น การใช้โปรแกรมกับใคร ระดับใด เพราะลักษณะของผู้ใช้โปรแกรม (target user) เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในการกำหนดเนื้อหาและวิธีสอน นอกจากนั้นการกำหนดจุดมุ่งหมายเป็นสิ่งสำคัญเพราะจะทำให้สามารถกำหนดลักษณะของโปรแกรมได้ ส่วนสิ่งสำคัญที่ควรกำหนดไว้ในจุดมุ่งหมาย ได้แก่ ระดับของผู้เรียนทักษะเฉพาะหรือหน้าที่ทางภาษา (function)
2. การออกแบบโปรแกรม เป็นการกำหนดลักษณะขั้นตอนและรายละเอียดที่สำคัญอย่างน้อย 4 ประการ
2.1) กำหนดขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม
2.2) กำหนดลักษณะการติดต่อระหว่างผู้เรียนกับโปรแกรม
2.3) กำหนดชนิดและลักษณะของข้อมูล
2.4) สิ่งสุดท้ายที่ควรคำนึงเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการบันทึก และการแสดงผลข้อมูลซึ่งจะเป็นการกำหนดทั้งวิธีและรูปแบบการแสดงผล
โปรแกรม
โปรแกรมช่วยเรียนมี 2 ลักษณะดังนี้
1. โปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับการสร้างบทเรียน โดยเฉพาะที่เรียกว่า โปรแกรมสร้างบทเรียน (authoring program) โปรแกรมช่วยสร้างบทเรียนมีให้เลือกทั้งโปรแกรมสำเร็จรูปที่ผู้สอนเพียงพิมพ์ข้อมูลลงไปในโปรแกรมแม่ก็จะได้แบบฝึกหัดทันที แต่โปรแกรมชนิดนี้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปแบบไม่ได้ (template) ดังนั้นแบบฝึกหัดที่สร้างจากโปรมแกรมชนิดนี้จึงมีลักษณะเหมือนกับแบบฝึกหัดตัวอย่างในโปรแกรมแม่ทุกประการ ส่วนโปรแกรมช่วยสร้างบทเรียนแบบที่ 2 ยากกว่าแบบแรก แต่สามารถใช้งานได้กว้างขวางกว่า ซึ่งการใช้โปรแกรมนี้ ผู้สอนต้องออกแบบหน้าจอภาพ (screen) และกำหนดขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมและการตรวจคำตอบด้วยตนเอง
2. โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ (computer language) เช่น ภาษา (BASIC) ภาษาปาสกาล (Pascal) และภาษาซี (C) ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านี้ก็เก็บในรูปโปรแกรมเช่นกัน ในการใช้โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์เขียนบทเรียนผู้สอนต้องมีความรู้ความสามารถในการเขียนโปรแกรม หลักสำคัญก็คือผู้เขียนโปรแกรมควรเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเองเป็นสำคัญการประเมินโปรแกรมยังไม่มีกฎเกณฑ์ประเมินบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยเรียนภาษาที่แน่นอน แต่มีปัจจัยที่ควรพิจารณาดังนี้
1. วัตถุประสงค์การเรียนรู้ ต้องมีวัตถุประสงค์การเรียนรู้และระดับของความคาดหวังความสำเร็จ
2. การติดตั้ง การติดตั้งต้องง่าย ไม่ต้องการความเชี่ยวชาญทางเทคนิคสูง
3. การใช้ บอกแนวทางที่ผู้เรียนจะสำรวจบทเรียน เมื่อผิดพลาดต้องมีความช่วยเหลือให้กลับไปที่เดิมได้
4. การออกแบบ ควรจะเสนอบทเรียนอย่างชัดเจน
5. ระดับความสามารถในการควบคุม ผู้ใช้สามารถควบคุมระดับเสียง ระดับความยากง่ายของแบบฝึกหัดตามความเหมาะสมกับตนเอง
6. ความสามารถในการสร้างเองได้
7. ความน่าสนใจ ต้องมีความน่าสนใจ มีความท้าทาย ชวนให้ผู้ใช้อยากกลับมาเรียนใหม่
4. การออกแบบ ควรจะเสนอบทเรียนอย่างชัดเจน
5. ระดับความสามารถในการควบคุม ผู้ใช้สามารถควบคุมระดับเสียง ระดับความยากง่ายของแบบฝึกหัดตามความเหมาะสมกับตนเอง
6. ความสามารถในการสร้างเองได้
7. ความน่าสนใจ ต้องมีความน่าสนใจ มีความท้าทาย ชวนให้ผู้ใช้อยากกลับมาเรียนใหม่










No comments:
Post a Comment